อานิสงส์ของการสวดยอดพระกัณฑ์ไตรปิฏก
ยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฏกนี้ ถ้าผู้ใดได้สวดภาวนาทุกเช้าค่ำแล้วผู้นั้นจะไม่ตกอบายภูมิ แม้ว่าได้บูชาไว้กับบ้านเรือนก็อาจจะป้องกันอันตรายต่าง ๆ จะภาวนาคาถาอื่นสักร้อยและหมื่นปี อานิสงส์ยังไม่เท่าภาวนาพระคาถานี้ครั้งหนึ่ง แม้ว่าอินทร์ พรหม ยม ยักษ์ ที่มีฤทธิ์จะเนรมิตแผ่นอิฐ แผ่นทองคำ ก่อเป็นพระเจดีย์แต่มนุษย์โลกขึ้นไปถึงพรหมโลก อานิสงส์ก็ไม่เท่าภาวนาพระกัณฑ์ไตรปิฏก และอธิบายคุณความดีไว้ในต้นฉบับเดิมนั้นยังมีอีกหลายประการ
ต้นฉบับเดิมเปิดตู้ได้ที่เมืองสวรรคโลก เป็นตัวอักษรขอมจารึกไว้ในใบลาน จึงได้นำมาแปลเป็นอักษรไทยโดย(พระภิกษุแสง) หลวงธรรมาธิกรณ์แพ่ง ได้มาแต่พระแท่นศิลาอาสน์ มณฑลพิษณุโลก จึงได้บริจาคทรัพย์สร้างหนังสือยอดพระกัณฑ์ไตรปิฏกนี้ไว้ในพระพุทธศาสนา กับขออุทิศส่วนกุศลนี้ให้แก่บิดา มารดา ครูอาจารย์ อุปัชฌาจารย์ และวงศาคณาญาติ ตลอดจนเจ้ากรรมนายเวร และสัตว์ใหญ่น้อยทั่วไปในแสนโกฏจักวาฬ แด่บรรดาที่มีจิตวิญญาณจง
ปฏิสันทนาการรับเอาส่วนกุศลผลบุญที่ได้อุทิศให้นี้ ขอท่านทั้งหลายจงสำเร็จประโยชน์ทั้งสามประการ คือมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ อันสุขสำราญ ทุกๆถ้วนหน้าด้วยเทอญ…
(หมายเหตุ) อาตมา “พระ” สิริปัญโญ ภิกขุ หลวงพ่อสมศรี สิริปัญโญ “ถ้ำคูหาสวรรค์” อ.ปากช่อง
จ.นครราชสีมา ขอรับรองยืนยันถึงอานิสงส์ของยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก ว่าเป็นความจริงตามที่กล่าวไว้ในเบื้องต้น
ทุกประการ
เมื่ออาตมาออกกรรมฐานใหม่ๆ มาอยู่ที่ภูเก้า อ.โนนสัง จ.อุดรธานี ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ด้วยความกลัวจึงได้สวดยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกนี้โดยความเชื่อที่ว่าจะพ้นอันตรายต่างๆที่กล่าวไว้ ขณะที่กำลังสวดอยู่นั้น ได้เห็น “เทพยดา” และ “เทพธิดา” เข้ามาฟังกันเป็นร้อยเป็นพันหรือมากกว่า นั่งจิ้มกันเหมือนขนทราย เพราะเวลาสวด อาตมาเพ่งอารมณ์ภายในไปพร้อมกัน จึงเห็นขึ้นด้วยญาณตาใน ความกลัวที่อาตมามีอยู่เดิมนั้นไม่รู้ว่าหายไปไหน ทำให้ใจ
วิเวกวังเวงต่อสถานที่และสงสารตัวเองอย่างบอกไม่ถูก ทำให้จิตตั้งมั่นต่อกรรมฐานได้เป็นอย่างดี
แต่ก่อนหน้านี้อาตมาเป็นเพียงแต่ได้ยินคำพูดอธิบายของท่านเจ้าคุณอุบาลี(จันทร์)หรือพระโพธิวงศาจารย์กล่าวไว้ในหนังสือ “พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ” ว่าเทพมีกายไม่มีตัวไม่มีตน ดังนั้นเพราะความสงสัยรู้ไม่ถึงจึงเข้าใจเอาว่า กายกับตัวตนเป็นอันเดียวกันให้เกิดความลังเลสงสัยอยู่ดังนั้น จนได้มาเห็นด้วยตาในของตนเองจึงรู้ความจริงดังที่ท่านกล่าวเอาไว้ ฉะนั้นอาตมาจึงนับถือเอาพระคาถาบทนี้เป็นสำคัญ ชอบสวดเป็นประจำ และสวดในงานขึ้นบ้านใหม่ งานประจำปี ในเทศกาลต่างๆ เช่น งานขึ้นบ้านใหม่ งานบวชนาค หรือบ้านเรือนและที่ดินที่อาศัยเป็นวิบัติ เป็นต้น
อาตมาจึงได้นำมาลงไว้ในหนังสือเล่มนี้ เพื่อให้พุทธบริษัท ๔ ได้เจริญกันไว้ให้กว้างขวางออกไป จะได้เป็นบวรในพระพุทธศาสนาพร้อมด้วยศรัทธาของญาติโยม ดังรายชื่อต่อท้ายหนังสือเล่มนี้
สิริปัญโญ ภิกขุ
หลวงพ่อสมศรี สิริปัญโญ
ถ้ำคูหาสวรรค์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
(ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมกันคัดลอกและจัดพิมพ์เพื่อประโยชน์ต่อมนุษย์ที่ยังจมปรักอยู่ในวัฏฏะ ที่จะได้นำไปใช้สวดเพื่อสร้างดวงตาแห่งธรรมของตัวเอง ก่อนที่จะหมดโอกาส)(ผู้เขียน)
การวิเคราะห์เรื่องการเกิดบุญกุศลต่าง ๆ(ผู้เขียน)(ความคิดเห็นของศิษย์)
ตามที่หลวงพ่อสมศรี ศิริปัญโญ ท่านยืนยันถึงอานิสงส์ของการท่องพระคาถายอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎก
และในส่วนที่อธิบายถึงคุณความดีที่บันทึกไว้จากตันฉบับเดิมนั้น คำอธิบายตรงส่วนนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเริ่มมีการบันทึกกันมาตั้งแต่สมัยใด อาจมีมาตั้งแต่การเปิดกรุ หรือบันทึกภายหลังการเปิดกรุหรือภายหลังจากการนำไปใช้สวด
การวิเคราะห์ต่อไปถึงบุคคลผู้บันทึก ท่านบันทึกเป็นอุปมาอุปมัยเปรียบเทียบว่าได้บุญยิ่งกว่าการสร้างเจดีย์ด้วยอิฐทองคำ เป็นต้น คำเหล่านี้หาที่ไปที่มาที่มีเหตุผลมาอธิบายไม่ได้ เราก็ไม่อาจรู้ว่าท่านพูดผิดหรือถูก
แต่ถ้ากลับมาคิดเรื่องพระภิกษุ ท่านเป็นผู้มีศีลท่านจะโกหกไม่ได้ และยิ่งเป็นหลวงพ่อสมศรี ศิริปัญโญ ประวัติความเที่ยงตรงในธรรมะในอดีตของท่านไม่ใช่เรื่องธรรมดา ท่านเป็นผู้ปฏิบัติที่เคร่งครัดมาก ในส่วนนี้ทำให้คำรับรองว่าเกิดอานิสงค์ของท่านมีน้ำหนัก ซึ่งก็น่านำมาคิดไตร่ตรองดู แต่ถ้าว่าจากประสบการณ์ของผู้เขียนขณะนอนพักอยู่ที่อำเภอแม่สอด มีความรู้สึกว่าได้ยินเสียงบอกว่าพรุ่งนี้ช่วยมาสวดยอดพระกัณฑ์ให้ฟังหน่อยนะ ดังนั้นเมื่อถึงแหล่งแร่เงินที่อำเภอท่าสองยางจึงได้สวดให้เขา และอีกเรื่องหนึ่งบ้านของผู้เขียนอยู่ลาดปลาเค้า อ.บางเขน ใต้ดินหลังบ้านเป็นหลุมศพโจรที่ถูกรุมฆ่ามาตั้งแต่สมัยโบราณ และวิญญานของโจรแสดงตัวอยู่เสมอเป็นปรกติเช่น การส่งเสียงดัง การโดดน้ำ หลังจากได้สวดเหตุการณ์เหล่านี้ได้เงียบหายไป เหลือแต่เพียงการถูกปาบ้านถ้าถึงเวลาสวดมนต์แล้วไม่สวด
จากผู้อาศัยอยู่ในโลกทิพย์
ความ จริงแล้วเรื่องการสวดมนต์ได้บุญนั้นถ้าจะพูดกันอย่างเปิดเผยหรือสูงสุดทาง ด้านความจริงของโลกธาตุและจะต้องไม่กลัวคนเขาจะว่าเราบ้าหรือเพี้ยน เพราะประสิทธิภาพการรับรู้ความจริงของคนไม่เท่ากันในภาษาพระท่านเรียกว่า ปัจจะตัง หรือ รู้ได้เฉพาะตน เปรียบเสมือนเต่านำเรื่องราวบนบกไปเล่าให้ปลาฟังปลาก็ไม่เชื่อ
การสวดมนต์ที่ว่าได้บุญนั้นเนื่องจากโลกมนุษย์ ลับแล ยักษ์ นาค เทวดา พรหม ฯลฯ (รายละเอียดส่วนนี้จะอธิบายภายหลังเพราะเป็นเรื่องที่สำคัญและยาว) นั้นใช้สถานที่เดียวกันเหมือนซ้อนกัน ดังนั้นเวลาเราสวด โลกของเขาได้ยินด้วยและข้อมูลในการสวดเป็นข้อมูลสำคัญที่จะนำไปใช้ในการหลุดพ้นออกจากที่จองจำหรือเรียกว่าคุกก็คงไม่ผิด เพราะประชากรที่อยู่ในโลกเหล่านั้นอยู่เป็นเวลานาน เมื่อหมดกำลังบุญที่จะอยู่อาศัยก็ต้องตกต่ำลงเรื่อยๆจนถึงนรกอเวจีเป็นที่สุด ถ้าไม่สร้างบุญเพิ่มเติมเพื่อค้ำหรือประคับประคองไว้ ยิ่งมีอายุอยู่นานมากๆเช่นบางโลกประชากรมีอายุหลายกัปป์หลายกัลป์ยิ่งมีโอกาสลืมได้สูงมากขึ้น เรื่องที่ ลืมได้แก่เรื่องความมั่นคงในการอยู่อาศัยในโลกนั้น การหมดบุญแล้วต้องจะตกลงสู่ภพภูมิที่ต่ำกว่า การทำบุญสามารถจะค้ำให้อยู่ที่เดิม ทฤษฎีหรือวิธีปฎิบัติของกายและใจที่สามารถออกจากระบบของวัฏฏะสงสาร
เพราะเหตุใดถึงลืมอันนี้เนื่องจากการที่อาศัยอยู่ในโลกที่มีความจริงครึ่งเดียว หรือเรียกว่าโลกที่ไม่สมบูรณ์ก็ได้ เช่น การมีอายุยืนมากเกินไปไม่รุ้จักตาย การมีแต่ความเย็นสะบายไม่รู้จักความร้อนของแสงแดด การมีแต่ความอิ่มไม่รู้จักความหิว การเดินทางไปที่แห่งใดก็เหาะไปได้ดังใจ การมีความสมหวังทุกอย่างในความรักและกามารมณ์ ไม่มีความเสียใจและปวดร้าวผิดหวังจากความรัก เป็นต้น
การมีความจริงครึ่ง เดียวเช่นนี้เป็นภัยทำให้ผู้อาศัยในโลกนั้นเกิดการลืมความเป็นจริงทั้งหมด ของโลกธาตุคือความไม่เที่ยงจึงไม่ขนขวายหลีกหนีภัย ประชากรส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตอย่างสำราญจนหมดบุญจาก โลกธาตุส่วนบน(เขตแดนสวรรค์)แล้วจึงตกต่ำลงไปบังเกิดในโลกธาตุส่วนล่าง(เขต แดนนรก)ของวัฏฏะจักรตามลำดับ และเมื่อรู้ตัวจากความทุกข์ทรมานอันนานแสนนานจากแดนนรกจนหมดบาป จิตจะสำนึกได้เกิดความเกรงกลัวต่อบาปต่อกรรมการกระทำผิด เริ่มจะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นบุญเป็นกุศล ไต่ขึ้นสูงจากนรกมาบังเกิดในแดนสวรรค์วนเวียนขึ้นลงอยู่อย่างนี้ไม่รู้จบรู้สิ้น ตราบใดที่ยังไม่ออกไปจากวัฏฏะจักร ซึ่งต้นเหตุหลักของการเวียนว่ายนั้นคงหนีไม่พ้นเรื่องเพศตรงข้ามซึ่งมีผลมากที่สุด ที่ฉุดรั้งจิตใจของบรรดาสัตว์ให้ยินดีอยู่ในกงล้อของวัฏฏะเหมือนดังคำกลอนที่ว่า”อันที่จริงหญิงก็ม้วยลงด้วยชาย ชายก็ตายลงด้วยหญิงจริงดังนี้” ดังเราจะมองเห็นได้ เช่น ความรักระหว่างเพศตรงข้ามที่โหยหากันและกันและหวังที่จะอยู่ร่วมกันชั่วนิรันดร์ การเสพกามที่ยิ่งเสพก็ยิ่งหิวไม่มีคำว่าพอหรืออิ่ม ความประทับใจในการมีเพศสัมพันธ์ของบรรดาสัตว์ฝังลึกซ่อนไว้ในจิตใจ ความอ่อนแอในการตัดสินใจละทิ้งกิเลสตัณหา ของนักปฏิบัติ การผลัดวันประกันพรุ่งในการปฏิบัติธรรม ปัญหาเหล่านี้ ล้วนเป็นเหตุผลที่ ทำให้สัตว์ตกเป็นนักโทษของวัฏฏะจักร
แต่สำหรับบรรดาสัตว์ที่เป็นนักปราชญ์ ที่อาศัยอยู่ในโลกที่ไม่สมบูรณ์ซึ่งไม่ถูกครอบงำด้วยกิเลสและตัณหา หรือมีกิเลสตัณหาเบาบาง มีความเข้าใจปัญหาและคิดอยากหลุดพ้น จึงให้ความนับถือและอยากฟังทฤษฎีของโลกธาตุ(ยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎก)ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นวิชาการ ให้ความรู้สึกเหมือนได้อยู่ใกล้พระพุทธเจ้าเวลาได้ยินบทสวด และเกิดกำลังใจในการปฏิบัติของตัวเองเพื่อการหลุดพ้น และยังมีบางส่วนที่หวังจะมาเกิดในโลกที่สมบูรณ์(โลกมนุษย์) ซึ่งมีทั้งสุขและทุกข์ ด้วยความตั้งใจสองประการ คือมาช่วยเหลือผู้อื่นหรือเรียกว่ามาหาที่สร้างบุญ อย่างหนึ่ง และมาเล่าเรียนความจริง ความเจ็บปวด ความเสียใจ ความทุกข์ ทรมาน เพื่อนำไปใช้ในการตัดสินใจออกจากวัฏฏะ
เหตุดั่งนี้เองการสวดทฤษฎีของโลกธาตุจึงมีความสำคัญต่อผู้ต้องขังที่เป็นนักปราชญ์ ได้หลุดพ้น และเหตุที่ตัวผู้สวดทำให้ผู้อื่นหลุดพ้นก็เป็นผลที่จะทำให้ผู้สวดต้องหลุดพ้นไปกับเขาด้วย อันนี้เป็นประการหนึ่ง
อีกประการหนึ่งโลกเป็นสาธารณะดังนั้นธาตุทั้งหมดของโลกจึงเป็นสาธารณะด้วย สำหรับธาตุที่เป็นส่วนประกอบของร่างกายมนุษย์ในแต่ละคนนั้นอาจเคยเป็นส่วนประกอบของร่างกายพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งองค์ใดในอดีตก็ได้ เพราะธาตุนี้อยู่เป็นนิรันดร์ เหตุดังนั้นเวลาสวดจึงทำให้ธาตุที่เคยเป็นร่างของพระพุทธเจ้ามีพลังงานเหมือนเป็นองค์ของพระพุทธเจ้าขณะดำรงพระชนม์ชีพอยู่ เมื่อมีกายของพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในร่างของผู้สวด จึงทำให้ผู้สวดมีร่างทิพย์ไม่เจ็บป่วย หรือเหนือกาลเหนือเวลาไม่แก่เหมือนคนสามัญ หรือประสบแต่ความมีโชคดี ความสำเร็จสมปรารถนา หรือมีการกล่อมเกลาระดับจิตให้พอเพียงที่จะไปจุติยังโลกทิพย์สรวงสวรรค์เป็นเทพบุตร เทพธิดา เป็นพรหม หรือสุดท้ายไปสู่ดินแดนโลกุตตะระหรือนิพพานได้(อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมด)
(เหตุผล ในข้อนี้ผู้เขียนพูดไม่จริงทั้งหมด ความจริงทุกชีวิตมีกายของพระพุทธเจ้าอยู่ในกายอยู่แล้ว เพราะก่อนการระเบิดครั้งใหญ่(บิกแบง)ทุกสิ่งหรือทุกชีวิตรวมกันอยู่เป็น หนึ่งเดียวกัน ณ เวลาเป็นสูญ หรือเวลาไม่เดิน หรือเวลาปัจจุบัน ซึ่งถ้าจิตของสัตว์โลกสัมผัสเวลาปัจจุบัน หรืออยู่ในเวลาปัจจุบัน ก็เท่ากับอยู่ในสภาวะเวลาเป็นสูญจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องหายใจ หรือมีอายุยืนเป็น ๑๐๐๐ ปี และหรือแสดงฤทธิ์ต่างๆ เช่นเหาะเหิร เดินอากาศ ล่องหนหายตัว (ต้องแยกพวกใช้ของวิเศษ หรือ คาถาอาคมที่ใช้ผีครูหรือผู้วิเศษเป็นตัวช่วย)ได้ เพราะกระทำอยู่ในโลกสมมุติ ซึ่งขณะนั้นตัวเองอยู่ในสภาวะชนะหรือเหนือสมมุติหรืออยู่ในฐานะผู้สร้างสมมุติ ในเวลาเป็นสูญก็คือสภาวะนิพพาน สภาวะนิพพานคือสภาวะเวลาไม่เดิน หรือสภาวะก่อนบิกแบงระเบิด หรือเป็นสภาวะที่ยังไม่สร้างสิ่งสมมุติ คือโลกธาตุต่างๆทั้งฝั่งมวลสารบวกและฝั่งมวลสารลบ)
อีกประการหนึ่งเกี่ยวกับจิตผู้สวดเองที่ได้เคยท่องเที่ยวอยู่ในวัฏฏะเป็นเวลาช้านานในโลกธาตุนี้ชั่วกัปป์ ชั่วกัลป์ โดยเข้าไปอาศัยธาตุของโลกนั้นๆ เช่น พรหม เทวดา ยักษ์ นาค ลับแล มนุษย์ นรก อเวจี ทำการเกิดและเวียนว่ายจนหมดบุญหรือหมดบาป จึงจะเปลี่ยนโลกหรือที่เกิดต่อไป ต้องทนทุกข์อย่างแสนสาหัสในแดนนรก และได้รับความสุขความสำราญในสรวงสวรรค์ เคยเกิดเป็นพรหมตลอดจนถึงสัตว์ต่างๆ หลายครั้งหลายหน ผ่านเรื่องราวทั้งร้อนและหนาว ความสุขและความทุกข์ เผชิญกับความเจ็บปวดความดีใจความเสียใจซ้ำแล้วซ้ำอีก ตรงประเด็นที่ว่าซ้ำแล้วซ้ำอีกนี่เองเมื่อหลายครั้งขึ้นจิตจึงพยายามจดจำเพื่อหลีกหนีเรื่องเลวร้าย ความพยายามจดจำนี้มีการส่งผ่านจากชาติหนึ่งสู่ชาติหนึ่ง มนุษย์มีความสามารถในการจำได้ไม่เท่ากัน สำหรับบางคนที่มีบารมีสูงจะสามารถจำได้มาก (ที่เรียกว่าระลึกชาติได้) สรุปรวมเรียกว่าผู้มีบุญมาเกิด บางทีเอาวิชาการที่เคยเรียนรู้มาจากชาติอดีตมาใช้ในชาติปัจจุบันทำให้เรียนอะไรก็เข้าใจไปหมด หรือไม่ต้องเรียนก็รู้ได้เอง บางคนมีญานพิเศษมีหูทิพย์ตาทิพย์ติดตัวมา บางคนก็มีเทพเจ้าติดตามมาสั่งสอนเหมือนเป็นพี่เลี้ยง บุคคลเหล่านี้ท่านเรียกว่าบัวพ้นน้ำไม่ค่อยหลงทาง แต่สำหรับมนุษย์ธรรมดาเมื่อมาท่องบ่นทฤษฎีโลกธาตุ ถ้าไม่บาปจนเกินไปนัก ก็อาจมีโอกาสต่อเชื่อมทางด้านวิชาการและการปฏิบัติ อันอาจนำมาซึ่งความรู้และความเข้าใจที่ใกล้ต่อสภาวะความหลุดพ้น อันนี้เป็นประการหนึ่ง
เหตุผลอีกประการหนึ่งถ้าจะไม่กล่าวถึงอาจจะทำให้ข้อเขียนนี้ไม่สมบูรณ์ในเรื่องของอานิสงค์หรือความดีที่จะเกิดกับตัวผู้สวดคือ ผู้สวดจะได้รับพลังอธิษฐานจิตของผู้หลุดพ้นหรือใกล้ต่อสภาวะความหลุดพ้น ที่ปรารถนาหรือตั้งจิตว่าบุคคลใดที่ได้สวดมนต์บทนี้ขอให้บุคคลนั้นจงได้รับแต่ความสุขความเจริญ ร่ำรวย สมความมุ่งมาดปรารถนา ปราศจากโรค ปราศจากภัย ศัตรูหมู่มารที่จองผลาญจงพินาศ และขอให้จิตของผู้สวดเข้าใจในการปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้น และจงหลุดพ้นออกจากวัฏฏะสงสารนี้ ด้วยเทอญ
เหตุผล ในประการสุดท้ายนี้ผู้เขียนยังไม่อยากให้ผู้อ่านเชื่อแต่อยากให้ผู้อ่านลอง สังเกตุดูความเปลี่ยนแปลงหลังจากการสวดว่าเป็นจริงตามที่ว่านี้หรือไม่ ตรงนี้เราซ่อนเอาไว้ สามารถแยกออกเป็น ๒ ประเด็น ประเด็นแรกถ้าเป็นจริงว่ามีผู้อธิษฐานจิตไว้ก็เป็นจริงตามนั้น ประเด็นที่สองถ้าไม่มีผู้อธิษฐานจิต (ตรงส่วนนี้ผู้เขียนขออภัยต่อผู้ที่ปลุกเศกพระคาถาบทนี้ ที่ล่วงเกินท่านว่าท่านไม่ได้ปลุกเศก) ผู้เขียนก็หลอก แต่การหลอกของผู้เขียนเปิดเผยภายหลังการอ่าน แบบนี้ทำให้คำอวยพรเป็นจริงไปแล้ว เพราะเหตุใด เนื่องจากเหตุผลที่ว่าคำอวยพรนั้นจะนำจิตของผู้อ่านให้สร้างหรือหลงอวยพรให้ตัวเอง จะเห็นว่าทั้งสองประเด็นผลของคำอวยพรเป็นจริง เพราะ ผู้สวดเป็นธรรมชาติ และหรือถ้ามีผู้อธิษฐานจิตก็เป็นธรรมชาติก็ต้องเป็นจริงอย่างว่านั้นเหตุผล ทั้งหมดอยู่บนฐานที่ว่าธรรมชาติคิดสิ่งใดย่อมเป็นธรรมชาติ
เหตุผล ทั้งหมดดังได้เขียนมานี้(เฉพาะความคิดเห็นของศิษย์)สืบเนื่องมาจากคำ สรรเสริญอานิสงค์ของการสวดยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎกที่โบราณกล่าวว่ามีค่าบุญ บารมียิ่งกว่าการสร้างเจดีย์ด้วยอิฐทองคำสูงจากมนุษย์โลกถึงพรหมโลก ถึงแม้คำอธิบายในเหตุต่างๆของการได้บุญฟังดูก็อาจมีเหตุผล ผู้เขียนก็ยังไม่อยากให้ผู้อ่านเชื่อเพราะการเชื่อจากคำบอกเล่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ต้องเชื่อจากการพิจารณาไตร่ตรอง ค้นคว้าของตัวผู้อ่านเอง โดยข้อเขียนนี้ต้องการให้เพียงรับฟังไว้ และแสดงเพียงโอกาศความเป็นไปได้ และรูปแบบในการคิด ซึ่งทั้งหมดนี้ปรารถนาความคิดเห็นของผู้อ่าน ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าไม่เห็นด้วยก็อย่ากังวลใจเลยกับบทความที่ไร้ค่านี้
ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก
อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง วัฎฏะโส ภะคะวา
อิติปิโส ภะคะวา สัมมาสัมพุทโธ วัฎฏะโส ภะคะวา
อิติปิโส ภะคะวา วิชชาจะระณะสัมปันโน วัฎฏะโส ภะคะวา
อิติปิโส ภะคะวา สุคะโต วัฎฏะโส ภะคะวา
อิติปิโส ภะคะวา โลกะวิทู วัฎฏะโส ภะคะวา
อิติปิโส ภะคะวา อะนุตตะโร วัฎฏะโส ภะคะวา
อิติปิโส ภะคะวา ปุริสะทัมมะสาระถิ วัฎฏะโส ภะคะวา
อิติปิโส ภะคะวา สัตถา เทวะมะนุสสานัง วัฎฏะโส ภะคะวา
อิติปิโส ภะคะวา พุทโธ วัฎฏะโส ภะคะวา
อะระหังตัง สะระณัง คัจฉามิ อะระหังตัง สิระสา นะมามิ
สัมมาสัมพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ สัมมาสัมพุทธัง สิระสา นะมามิ
วิชชาจะระณะสัมปันนัง สะระณัง คัจฉามิ วิชชาจะระณะสัมปันนัง สิระสา นะมามิ
สุคะตัง สะระณัง คัจฉามิ สุคะตัง สิระสา นะมามิ
โลกะวิทัง สะระณัง คัจฉามิ โลกะวิทัง สิระสา นะมามิ
อะนุตตะรัง สะระณัง คัจฉามิ อะนุตตะรัง สิระสา นะมามิ
ปุริสะทัมมะสาระถิ สะระณัง คัจฉามิ ปุริสะทัมมะสาระถิ สิระสา นะมามิ
สัตถา เทวะมะนุสสานัง สะระณัง คัจฉามิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง สิระสา นะมามิ
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ พุทธัง สิระสา นะมามิ
อิติปิโส ภะคะวาฯ
อิติปิโส ภะคะวา รูปะขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน อิติปิโส ภะคะวาฯ
อิติปิโส ภะคะวา เวทะนาขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน อิติปิโส ภะคะวาฯ
อิติปิโส ภะคะวา สัญญาขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน อิติปิโส ภะคะวาฯ
อิติปิโส ภะคะวา สังขาระขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน อิติปิโส ภะคะวาฯ
อิติปิโส ภะคะวา วิญญาณะขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน อิติปิโส ภะคะวาฯ
อิติปิโส ภะคะวา ปะฐะวี จักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา อาโป จักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา วาโย จักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา เตโช จักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา อากาสา จักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา วิญญาณะ จักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา ธาตุ จักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา จักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา จาตุมะหาราชิกา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา ตาวะติงสา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา ยามา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา ดุสิตา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา นิมมานะระตี ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา ปะระนิมมิตตะวะสะวัตตี ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา กามาวะจะระ ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา พ์รัห์มะปาริสัชชา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา พ์รัห์มะปะโรหิตา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา มะหาพ์รัห์มา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา ปะริตตาภา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา อัปปะมาณาภา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา อาภัสสะรา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา ปะริตตะสุภา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา อัปปะมาณะสุภา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา สุภกิณณะหะกา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา เวหัปผะลา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา อะสัญญะสัตตา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา อะวิหา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา อะตัปปา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา สุทัสสา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา สุทัสสี ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา อะกะนิฎฐะกา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา รูปาวะจะระ ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา อากาสานัญจา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา วิญญานัญจา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา อากิญจัญญา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา เนวะสัญญานาสัญญา ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา อะรูปาวะจะระ ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา โลกุตตะระ ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา ปะฐะมะฌานะ ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา ทุติยะฌานะ ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา ตะติยะฌานะ ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา จะตุตถะฌานะ ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา ปัญจะมะฌานะ ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา อากาสานัญจา ยะตะนะ เนวะสัญญา นาสัญญายะตะนะ อะรูปา วะจะระ ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา วิญญานัญจา ยะตะนะ เนวะสัญญา นาสัญญายะตะนะ อะรูปา วะจะระ ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา อากิญจัญญา ยะตะนะ เนวะสัญญา นาสัญญายะตะนะ อะรูปา วะจะระ ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา เนวะสัญญา นาสัญญายะตะนะ อะรูปา วะจะระ ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา โสตา ปะฏิมัคคะ ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา สะกิทาคามิ ปะฏิมัคคะ ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา อะนาคามิ ปะฏิมัคคะ ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา อะระหัตตะ ปะฏิมัคคะ ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา โสตา อะระหัตตะ ปะฏิผะละ ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา สะกิทาคามิ อะระหัตตะ ปะฏิผะละ ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา อะนาคามิ อะระหัตตะ ปะฏิผะละ ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา อะระหัตตะ ปะฏิผะละ ธาตุ สะมาทิยานะ สัมปันโนฯ
อิติปิโส ภะคะวา
กุสะลาธัมมา อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง อะอา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ชมพูทิปัญจะ อิสสะโร กุสะลาธัมมา นะโมพุทธายะ
นะโมธัมมายะ นะโมสังฆายะ ปัญจะพุทธา นะมามิหัง
อาปามะ จุปะ ทีมะสังอังขุ สังวิธาปุกะยะปะ
อุปะสะ ชะสุ เหปาสา ยะโส โสสะสะ อะอะ อะอะ
นิเตชะสุเนมะ ภูจะนาวิเว อะสังวิสุโลปุสะพุภะ
อิสะวาสุ สุสะวาอิ กุสะลาธัมมา จิตติ วิอัตถิฯ อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง อะอา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
สาโพธิปัญจะ อิสสะโร กุสะลาธัมมา นันทะวิวังโก อิติ สัมมาสัมพุทโธ สุคะลาโน ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
จาตุมะหาราชิกา อิสสะโร กุสะลาธัมมา อิติ วิชชาจะระณะสัมปันโน อุอุ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตาวะติงสา อิสสะโร กุสะลาธัมมา นันทะปัญจะ สุคะโต โลกะวิทู มะหาเอโอ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ยามา อิสสะโร กุสะลาธัมมา พรหมา สัททะ ปัญจะ สัตตะ สัตตาปาระมี อะนุตตะโร ยะมะกะขะ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ดุสิตา อิสสะโร กุสะลาธัมมา ปุยะปะกะ ปุริสะทัมมะสาระถิ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
นิมมานะระตี อิสสะโร กุสะลาธัมมา เหตุโปวะ สัตถา เทวะมะนุสสานัง ตะถา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ปะระนิมมิตตะวะสะวัตตี อิสสะโร กุสะลาธัมมา
สังขาระขันโธ ทุกขัง อะนิจจังอะนัตตา รูปะขันโธ พุทธะ ปะผะ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
พ์รห์มา อิสสะโร กุสะลาธัมมา นัตถิปัจจะยา วินะปัญจะ ภะคะวะตา ยาวะ นิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ
นะโมพุทธัสสะ นะโมธัมมัสสะ นะโมสังฆัสสะ พุทธิลาโภ กะลา กะระ กะนา เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ
นะโมพุทธัสสะ นะโมธัมมัสสะ นะโมสังฆัสสะ วิตติ วิตติ วิตติ มิตติ มิตติ มิตติ จิตติ จิตติ วัตติ วัตติ มะยะสุ สุวัตถิ โหนตุ หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ
อินทะสาวัง มะหาอินทะสาวัง พรหมมะสาวัง มะหาพรหมมะสาวัง จักกะวัตติสาวัง มะหาจักกะ วัตติสาวัง เทวาสาวัง มะหาเทวาสาวัง อิสีสาวัง มะหาอิสีสาวัง มุนีสาวัง มะหามุนีสาวัง สัปปุริสะสาวัง มะหาสัปปุริสะสาวัง พุทธะสาวัง ปัจเจกะพุทธะสาวัง อะระหัตตะสาวัง สัพพะสิทธิวิชชาธาระณังสาวัง สัพพะโลกา อิริยานังสาวัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุฯ
สาวัง คุณัง อะนะ วะชะ พะลัง เตชัง วิริยัง สิทธิ กัมมัง นิพพานัง โมกขัง คุยหะกัง ทานัง สีลัง ปัญญานิกขัง ปุญญัง ภาคะยัง ตัปปัง สุขัง สิริรูปัง จะตุวีสะติ เทสะนัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ หุลู หุลู หุลู สะวาหายะฯ
นะโมพุทธัสสะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ นะโม อิติปิโส ภะคะวาฯ
นะโมพุทธัสสะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ นะโม สวากขาโต ภะคะวาตา ธัมโมฯ
นะโมธัมมัสสะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ นะโม สวากขาโต ภะคะวาตา ธัมโมฯ
นะโมธัมมัสสะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ นะโม สุปะฏิปันโน ภะคะวาโต สาวะกะสังโฆฯ
นะโมสังฆัสสะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ นะโม สุปะฏิปันโน ภะคะวาโต สาวะกะสังโฆฯ
นะโมสังฆัสสะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ นะโม สุปะฏิปันโน ภะคะวาโต สาวะกะสังโฆ
วาหะปะริตตังฯ
นะโมพุทธายะ มะอะอุ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา ยาวะตัสสะ หาโยโมนะ อุอะมะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา
อุอะมะ อาวันทา นะโมพุทธายะ นะอะกะติ นิสะระณะ อาระปะขุธัง มะอะอุ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตาฯ
จากนั้นให้กรวดน้ำด้วยบทอิมินาใหญ่
ต้องพยายามท่องจำให้ได้จะได้ไปเกิด
ในโลกมีที่ห้องทองคำ ตู้พระไตรปิฎก
เป็นทองคำให้ไปศึกษาพระไตรปิฎก
ต่อที่นั่น ก่อนจะเดินทางไปนิพพาน
เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงได้รู้เห็นมาแล้ว
สาธุ
ตอบลบสาธุค่ะ
ลบสาธุๆๆขอขอบพระคุณค่ะ
ตอบลบสาธุค่ะ
ลบสาธุ ขอบคุณผู้เขียนมากๆคะ อ่านแล้วเข้าใจลึกซึ้ง มีที่มาที่ไป มีเหตุและมีผล สาธุค้ะ
ตอบลบสาธุค่ะ🙏✨
ลบสาธุ
ตอบลบจิ เจ รุ นิ
สาธุค่ะ✨
ลบโมทนาบุญด้วยนะค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
ตอบลบอนุโมทนาบุญ สาธุค่ะ
ลบตอนนี้กำลังหัดสวดได้2-3ค่ะสาธุค่ะ
ตอบลบดีเลยค่ะ สวดให้แม่นยำเลยนะคะ สาธุๆค่ะ
ลบสาธุมากๆค่ะ
ตอบลบสาธุค่ะ
ลบอนุโมทนา สาธุ สาธุ สาธุ ค่ะ
ตอบลบสาธุค่ะ
ลบสาธุๆๆ
ตอบลบสาธุค่ะ
ลบสาธุสาธุสาธุ
ตอบลบสาธุค่ะ
ลบเป็นความจริงทุกประการค่ะ ขอความสุข ความเจริญ นำมาสู่ท่านที่มีความเชื่อมั่น ศรัทธา ตลอดไป
ตอบลบจริงทุกประการค่ะ สาธุค่ะ
ลบอยาก ซาบว่า คนปฏิบัต ไม่ได้บวช สวดได้ไหมคะ
ตอบลบสวดได้ค่ะ ถ้าจำขึ้นใจได้ยิ่งดี สวดบทนี้ได้จะเป็นทางลัดไปห้องทองคำ จากนั้นไปสู่นิพพานค่ะ
ลบ